จัดไปเลย....ทัศนคติแบบนี้

จัดไปเลย....ทัศนคติแบบนี้

สิ่งที่อีหมอทวีศิลป์พูดนี่คือการตบหน้าคนต่างจังหวัด นี่แม่งเป็นทัศนะที่คนกรุงมีต่อคนต่างจังหวัดมานับทศวรรษ มันเป็นทัศนะเดียวกับสมาชิกพันธมิตร สมาชิก กปปส มองคนต่างจังหวัดว่า โง่ จน เจ็บ ทั้งที่คนพูดอย่างทวีศิลป์แม่งก็มีรากเหง้าเป็นคนต่างจังหวัด คืออะไร 5,000 บาทอยู่สบายทั้งเดือน ปลูกพืชปลูกผักตามรั้ว เอามาทำอาหาร ชีวิตสบายๆ นี่แม่งโครตจะจินตนาการว่าบ้านนอกคือยังอยู่ในยุคพ่อขุน ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ออกไปจับสัตว์ป่ามือเปล่ามาทำกับข้าวกิน ไอ้ฉิบหาย คนที่พูดแบบนี้คือหลุดจากความเป็นจริง 5,000 บาทที่บอกว่าอยู่ได้นี่คือสมมติฐานที่คิดว่า คนบ้านนอกมีบ้านของตัวเอง ไม่ต้องเช่า แต่คนจำนวนมากยังต้องเช่าบ้านแม้อยู่ต่างจังหวัด อ่ะ เช่าบ้านแบบเน่าๆ สลัมๆ ก็ปาเข้าไป 1,500 บาท ไหนจะค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ไหนจะค่าโทรศัพท์มือถือ ไหนจะต้องมีค่าใช้จ่ายจิปาถะ ค่าขนมให้ลูก ค่าเสื้อผ้า ค่าประกันชีวิต ค่าหาหมอเมื่อยามเจ็บป่วย ค่าโน่นค่านี่ ผัวไถ เมียจะไปทำผม อีห่าราก 5,000 ของมึงอยู่ได้ไม่เกิน 5 วัน
....ทัศนคติแบบนี้ แบบที่คนต่างจังหวัดต้องไม่ทะเยอทะยาน ต้องพอเพียง มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้น้อย แต่นี่มันยุค globalised ไม่มีอะไรคงอยู่กับที่ รวมถึงอุปสงค์ในชีวิต อยากจะให้อีหมอทวีศิลป์กลับไปที่บ้านโคราชของมึงแล้วใช้เงิน 5,000 บาท ดิชั้นจะดูสิว่า แม่งจะไปเก็บผักแดกที่ไหน แค่ค่าสูทที่มันใส่ออกทีวี ชุดก็กว่าหมื่นแล้วค่ะ ตำบอน!

********

***********

*****************

https://www.thairath.co.th/news/politic/1816106

 

จัดไปเลย

แม่ลูกจันทร์10 เม.ย. 2563 05:02 น.
 

พ.ร.ก.กู้เงินด่วนฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลลุงตู่ เตรียมอัดฉีดเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติไวรัสโควิด-19 แบบจัดหนักจัดเต็ม

แต่จะใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านอย่างไรให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์??

 

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าเงินกู้ฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท ควรใช้อัดฉีดเพื่อ “แก้ปัญหาคนตกงาน” เป็นเป้าหมายสำคัญ

เพราะหลังวิกฤติไวรัสจะเกิดวิกฤติคนตกงานเต็มบ้านเต็มเมือง

นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประเมินว่าถ้าวิกฤติไวรัสโควิด-19 จบได้ภายในเดือนมิถุนายน

จะมีคนโดนไวรัสฟาดหางตกงานถึง 7 ล้านคน!

ใครบ้างที่จะถูกเทกระจาดตกงาน 7 ล้านคน??

เช่น...ลูกจ้างพนักงานกลุ่มค้าปลีกจะตกงาน 4.2 ล้านคน

แรงงานภาคก่อสร้างจะตกงาน 1 ล้านคน ธุรกิจท่องเที่ยวจะตกงาน 9.7 แสนคน ลูกจ้างร้านอาหารจะตกงาน 2.5 แสนคน แรงงานกลุ่มสิ่งทอจะถูกลอยแพเลิกจ้าง 2 แสนคน ฯลฯ

ปรากฏว่าข้อมูลของประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ออกมาตรงกันเป๊ะกับการประเมินผลกระทบของ นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ที่คาดว่าจะเกิดวิกฤติคนตกงานไม่ต่ำกว่า 6.5 ล้านคน

แรงงานภาคธุรกิจท่องเที่ยวจะตกงานถึง 2.75 ล้านคน

ลูกจ้างในห้างและศูนย์การค้าจะตกงาน 1 ล้านคน

ลูกจ้างร้านค้ารายย่อยจะตกงาน 8.4 แสนคน กลุ่มหาบเร่แผงลอยจะตกงาน 9 หมื่นคน กลุ่มร้านเสริมสวยและร้านนวดแผนโบราณจะตกงาน 3.7 แสนคน ลูกจ้างร้านอาหาร 2.1 แสนคน ลูกจ้างแรง-งานภาคอุตสาหกรรมอีก 4 แสนคน ฯลฯ

“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยที่รัฐบาลลุงตู่กู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อนำไปอัดฉีดเยียวยาลูกจ้างแรงงานและอาชีพอิสระที่ผ่านการตรวจคุณสมบัติ 8 ล้านคน ได้รับเงินแจกฟรีเดือนละ 5,000 บาท ติดต่อกันถึง 6 เดือน

รวมเป็นเงิน 2.4 แสนล้านบาทขาดตัว

เอาไปหักกับเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ยังเหลืออีก 7.6 แสนล้านบาทในกระเป๋ารัฐบาล

“แม่ลูกจันทร์” เสนอ นายกฯลุงตู่ ให้นำเงินกู้ที่เหลือ 7.6 ล้านบาท ทุ่มแจกพี่น้องเกษตรกร 17 ล้านคน (เดือนละ 5,000 บาท 6 เดือน) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ต้องใช้งบอีก 5.1 แสนล้านบาท อัดฉีดเกษตรกร 17 ล้านคน

ยังเหลือเงินอีก 2.5 แสนล้านบาท จะเอาไปทำอะไรดี??

“แม่ลูกจันทร์” เสนอให้ “นายกฯลุงตู่” เอาเงินเหลือ 2.5 แสนล้านบาท ไปอัดฉีดแจกฟรีลูกจ้างแรงงานเพิ่มเติม

เงิน 2.5 แสนล้านบาท สามารถต่อชีวิตลูกจ้างไม่ให้ตกงานได้อีกถึง 8.3 ล้านคน!!

เช่น กรรมกรก่อสร้าง คนขับรถตู้ รถตุ๊กๆ รถสองแถว ลูกจ้างจับกัง ลูกจ้างจิปาถะ รับจ้างซักรีด รับจ้างซ่อมนาฬิกา รับจ้างแก้เสื้อกางเกง รับจ้างดูหมอ รับจ้างเฝ้ายาม ฯลฯ

และแรงงานจบใหม่ที่ยังไม่มีงานทำอีก 5 แสนคน

“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่าไหนๆรัฐบาลตั้งใจจะแจกเงินประชาชน

รัฐบาลควรแจกกระจายให้ทั่วถึงและเป็นธรรม

ไม่ต้องแบ่งงบ 1 ล้านล้านบาท ไปทำโครงการสะเปะสะปะ ไม่เป็นโล้เป็นพาย

แจกเงิน...คือการแก้ปัญหาได้ผลที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน

เงินกู้ฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท จะช่วยป้องกันคนตกงานได้มากกว่า 16 ล้านคน

แจกไปเลย...ชาวบ้านเค้ารอ.

“แม่ลูกจันทร์”

การ์ตูน เซีย

 

ชักธงรบ : ระหว่างคุกกับวัด

กิเลน ประลองเชิง10 เม.ย. 2563 05:02 น.
 

ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า ของพระอาจารย์พรหม สมภารวัดพุทธ เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย รวบรวมพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ “ชวนม่วนชื่น” (พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน พ.ศ.2549) เรื่องที่ผมฝังใจ เล่าไปแล้ว

ขอเอามาเล่าซ้ำอีกในยามนี้ ชื่อเรื่องว่าโลกเสรี

ท่านอาจารย์เขียนในเชิงสอนธรรมไว้ตอนท้าย ผมจงใจสลับเอามาขึ้นต้น...สถานที่ใดที่เราไม่อยากอยู่ ไม่ว่าจะสะดวกสบายขนาดไหน สำหรับเรามันก็คือเรือนจำ

สถานที่ใดก็ตามที่เราไม่อยากจะอยู่ แม้เรามีตำแหน่งการงานที่เราไม่ชอบ เรามีความสัมพันธ์ใดๆที่เราไม่พอใจ เรามีร่างกายที่เจ็บไข้ได้ป่วยทนทุกข์ทรมาน ร่างกายนั้นก็เหมือนเรือนจำ

เกริ่นนำแล้ว จึงมีคำถาม เราจะหนีจากเรือนจำมากมายทั้งหลายในชีวิตของเราได้อย่างไร

ก่อนจะตอบคำถาม พระอาจารย์เล่าเรื่องที่พระรูปหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนของท่าน ได้ไปสอนการฝึกสมาธิในเรือนจำสร้างใหม่ใกล้เมืองเพิร์ธ เป็นเวลาต่อเนื่องกันหลายอาทิตย์

นักโทษกลุ่มเล็กๆที่เป็นศิษย์ ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดกวดขันที่สุด เคารพและศรัทธาท่านมาก

ตอนท้ายของการสอนสมาธิในวันหนึ่ง นักโทษถามถึงกิจวัตรประจำวันเมื่อท่านอยู่ในวัด

ท่านก็เล่าว่า พระทุกรูปตื่นตีสี่ทุกเช้า บางเช้าหนาวมากๆ ห้องเล็กๆที่พระจำวัดไม่มีเครื่องทำความร้อน

“เราฉันอาหารวันละมื้อ” นักโทษซึ่งมีอาหารวันละสามมื้อ ส่งเสียงฮือ “อาหารที่เราฉัน เราจะรวมทุกอย่างที่บิณฑบาตได้ลงในบาตรแล้วก็ฉัน เราจะไม่ฉันอะไรอีกในตอนบ่ายหรือกลางคืน”

กลางวันเราทำงานหนัก เราพูดกันน้อยมาก เวลาที่ว่างเราจะใช้กับการนั่งขัดสมาธิเฝ้าดูลมหายใจ

เมื่อนอนเราก็นอนบนพื้น

นักโทษหลายคนผลัดกันซัก เล่นกีฬา ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ ดูหนัง ฟังเพลง จนถึงคำถาม มีเพศสัมพันธ์หรือไม่ ทุกคำถามได้คำตอบว่า “ไม่”

สภาพชีวิตอันเคร่งครัดเข้มงวดของพระ เมื่อเทียบกับเรือนจำระดับคุกมหันตโทษ เรือนจำของนักโทษเหมือนโรงแรมห้าดาว

นักโทษคนหนึ่งฟังแล้วอึ้ง...ถามเสียงดังๆ “ชีวิตในวัดแย่ถึงขนาดนั้น นิมนต์พระอาจารย์มาอยู่กับเราที่นี่ไม่ดีกว่าหรือ?” คำถามนี้ เรียกเสียงฮาสนั่นจากนักโทษทุกคน

เล่าถึงตรงนี้ พระอาจารย์พรหมก็ย้อนมาสู่คำสอน...จริงอยู่ชีวิตในวัดมีข้อปฏิบัติเข้มงวดยิ่งกว่าในเรือนจำ แต่หลายๆคนก็ยังสมัครใจที่จะเข้ามาอยู่ แล้วยังอยู่อย่างมีความสุข

ในขณะที่นักโทษหลายๆคน อยากจะหนีออกจากเรือนจำที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

นั่นเป็นเพราะอะไร? เป็นเพราะในวัดพระพอใจที่จะอยู่ ส่วนในเรือนจำนักโทษไม่พอใจที่จะอยู่

ได้เวลาเฉลยคำตอบ...เราจะหนีออกจากเรือนจำมากมายทั้งหลายในชีวิตเราได้ง่ายๆ ก็แค่เปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดของเรา สถานการณ์หรือสถานที่นั้นๆให้เป็นความอยากหรือความพอใจ

ถ้าเปลี่ยนได้ ความรู้สึกว่าถูกขังก็จะหมดไปเอง

พระอาจารย์พรหมให้ข้อสรุปทิ้งท้าย เมื่อเราพอใจที่จะอยู่ที่ไหน เมื่อนั้นเราจะรู้สึกเป็นอิสระ ความเป็นอิสระที่แท้จริงนั้นคือการเป็นอิสระจากความอยาก ไม่ใช่อิสระที่จะอยาก ซึ่งก็คือโลกเสรี

โลกที่สัมผัสได้เฉพาะคนสมถะ พอใจในสิ่งที่เป็น

ผมอ่านเรื่องโลกเสรีจบ...ก็จะขอสงบใจ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ต่อไป ผมแน่ใจ เกิดมาชาตินี้คงมีโอกาสดีๆ ทำดีเพื่อชาติแบบนี้ครั้งเดียว.

กิเลน ประลองเชิง

 

https://www.thairath.co.th/news/politic/1816126

 

 

 

  • love
    2
  • haha
    1
  • wow
    5
  • sad
    2

1 ความเห็น

 
3 ส

เดี๋ยวจะกลายเป็นหมอหมาๆ นะหมอทวีสิน

โกรธแล้ว

  • love
    3
  • haha
    5
  • wow
    1
  • sad
    4