วัดใจ!!

วัดใจ!!

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/news_6399128

วัดใจไล่รัฐบาล

15 พ.ค. 2564 - 07:18 น.
 
 
 

คอลัมน์ ใบตองแห้ง

 

วัดใจไล่รัฐบาล – รัฐบาลหมดความเชื่อถือ ลามไปถึงวัคซีนขาดความเชื่อมั่น เพราะล่าช้าแทงม้าตัวเดียว จนต้องสั่งวัคซีนมวยแทน ที่ WHO ยังไม่รับรอง ยกขบวนหมอออกมาปกป้อง อ้างชาติเรียกร้องให้ฉีดวัคซีน ปกปิดบิดเบือนโฆษณาเกินจริง จนประชาชนไม่เชื่อหมอไปด้วย

สุดท้ายก็ใช้อำนาจบังคับ งัดกฎหมายข่มขู่ ใครแพร่ข่าววัคซีนทางลบเป็นเฟกนิวส์ บุรีรัมย์ใครอยู่กลุ่มเสี่ยงไม่ฉีดวัคซีนตำรวจจับ

รัฐบาลโดยเฉพาะประยุทธ์ ถูกด่าหนักที่สุด เมื่อก่อนก็ถูกด่า แต่ครั้งนี้หนักกว่าก่อน สารพัดเพจในโลกออนไลน์ คนกดไลก์กดแชร์เป็นหมื่นๆ ทั้งประชดประชัน เย้ยหยัน มีสาระ ให้แง่คิด โดยเฉพาะเพจหมออิสระ ที่ให้ข้อมูลกว้างขวางหักล้างโฆษณาชวนเชื่อของ สธ.และรัฐบาล

จนป่านนี้ ก็ยังควบคุมโควิดไม่ได้ ระบาดไปทั่วชุมชนแออัด แหล่งที่พักแรงงานต่างด้าว และในคุก ซึ่งปิดข่าวจนกระทั่งรุ้งติดโควิด นี่ถ้าไม่ใช่อานิสงส์ผู้ต้องขังการเมือง ป่านนี้ ญาติพี่น้องคนติดคุกก็ยังไม่รู้ว่ามีคนติดโควิดสามพัน เสี่ยงอีกเป็นหมื่น ทำราวกับเขาไม่ใช่มนุษย์

ขณะที่ทางเศรษฐกิจ ก็ฉิบหายวายป่วง ห้างร้านกลายเป็นพื้นที่รกร้าง ยังขายฝันเปิดการท่องเที่ยว โควิดรอบแรกติดวันละสองร้อย “เราไม่ทิ้งกัน” แจกหมื่นห้า โควิดรอบสอง “เราชนะ” แจกเจ็ดพัน โควิดรอบสาม ติดเชื้อวันละสองพัน เราแพ้แล้ว? แจกแค่สองพัน เอาไปจิ้มฟัน

ในสถานการณ์อย่างนี้ รัฐบาลรู้ตัวดี แต่ไม่ใช่รู้สำนึก รู้ว่าต้องดันทุรัง กลบเกลื่อนความผิดพังล้มเหลว เช่นสั่งซื้อวัคซีนแล้วไง ทั้งที่สั่งซื้อเพราะถูกด่าๆๆๆ อีกด้านก็ใช้อำนาจปิดปาก ใช้กลไกรัฐประชาสัมพันธ์ ใช้พวกหิวแสงอยากเป็นคนดีชักชวน มาร่วมมือกับรัฐบาลกันเถอะ มาฉีดวัคซีน มาช่วยกันบริจาค อย่าให้หมอพยาบาลเหนื่อยยาก ฯลฯ

ทั้งที่ประชาชนต้องฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตัวเอง ประชาชนเห็นใจหมอพยาบาลต้องเหนื่อยยากจากนโยบายห่วยแตกผิดพลาด อย่ามาโหน อย่ามาอ้าง เอาเจ้าหน้าที่เสียสละมาค้ำเก้าอี้ตัวเอง

รัฐบาลรู้ดีอีกเช่นกันว่า ไม่สามารถทวงคะแนนนิยมคืน คนที่หมดความเชื่อมั่นเชื่อถือไม่มีทางกลับมา แต่รัฐบาลเพียงหาข้ออ้างดันทุรังอยู่ในอำนาจ แล้วบังคับข่มขืนใจต่อไป

ตราบใดที่เครือข่ายอนุรักษนิยม กองทัพ รัฐราชการ ยังหนุนหลัง ยังมี 250 ส.ว.พร้อมโหวตให้ ประยุทธ์ก็เฉยเมยได้ตลอดไป ใช้อำนาจบีบให้ทุกฝ่ายต้องยอมสยบเพื่อความอยู่รอด เหลือแต่เสียงข้างน้อยที่ต่อต้าน แล้วก็ชี้หน้าเป็นพวกก่อความวุ่นวาย ทำให้บ้านเมืองไม่สงบ ไม่ได้ทำมาหากิน

 

ทั้งที่จริง ถ้าแอบถามกันรายตัว ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้าไปจนนักธุรกิจใหญ่ ข้าราชการ ชาวบ้านทั่วไป ยังมีใครเอาประยุทธ์บ้าง ส่วนใหญ่ส่ายหน้า อยากเปลี่ยน อยากได้คนฉลาดมีความสามารถกว่านี้ เพียงไม่รู้จะหาใคร (อนุทินไง หัวร่อตาย)

 

แต่ด้วยอำนาจที่ใหญ่โตมหึมา ด้วยกลไกใต้ “ใบสั่ง” คนส่วนใหญ่ไม่กล้าออกหน้า ข้าราชการไม่กล้าเคลื่อนไหว พระมาม็อบถูกไล่จับสึก นักธุรกิจต้องแอบอิงอำนาจไม่กล้าขัดใจ มีแต่คนรุ่นใหม่กับอาชีพอิสระที่ออกมาไล่ คนชนบทก็อยู่ใต้กลไกอุปถัมภ์ แค่เคลื่อนไหวหน่อยเดียว ตำรวจไปถึงบ้าน

นี่ทั้งที่รัฐบาลเสื่อมทุกด้าน รวมถึงเรื่องธรรมนัส กระทั่งคนเคยเชียร์รัฐประหารยังเสื่อมศรัทธา แต่ประยุทธ์ก็เฉยเมย ไม่เห็นเป็นไร

พรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่แยแส ส.ส.ปชป. เรียกร้องให้ถอนตัว หัวหน้าพรรคกลับบอกว่า วิญญูชนต้องไม่ซ้ำเติมประเทศ ต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ส.ส.ที่เรียกร้องจริยธรรมกลับกลายเป็นคนชั่ว

รัฐบาลข่มขี่อยู่บนความแตกแยก มีสลิ่ม IO หยิบมือปกป้องสุดลิ่มทิ่มประตู ไล่จับให้ร้ายม็อบราษฎรไปอยู่อีกขั้ว ทำให้สังคมกลัวว่าม็อบทะลุเพดานจะนำไปสู่ความแตกแยก อยากเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ใหญ่โตเกินไป เกินความเคยชินของสังคมไทย จะวุ่นวายไม่จบ

ทั้งที่คนส่วนใหญ่ก็อยากเปลี่ยนเหมือนกัน อยากได้ผู้นำที่สร้างสมานฉันท์ เป็นที่ยอมรับกันทุกฝ่าย มีสมองมีสปิริตนำประเทศฝ่าวิกฤตได้

อันที่จริง การไล่รัฐบาลสามารถทำได้ตามวิถีทาง ถ้าทุกฝ่ายร่วมกันเรียกร้องให้ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ปลายปี โดยแก้รัฐธรรมนูญอย่างน้อยหนึ่งมาตรา คือตัดอำนาจ 250 ส.ว.โหวตประยุทธ์

แต่สังคมไทยที่ชินกับอะไรง่ายๆ ซ้ำแตกแยกไปคนละทาง จะผลักดันได้หรือเปล่า

สมมติม็อบออกมาเรียกร้องแก้รัฐธรรมนูญยุบสภา ก็จะปั่นอีกว่าพวกล้มเจ้า เข้าทางทักษิณธนาธร คนจำนวนมากก็จะหดหัวกลับเข้ากระดอง ยอมให้ประยุทธ์ปกครองต่อไป ถูกบีบให้ลืมว่ารัฐบาลสร้างความฉิบหายแค่ไหน มองไปข้างหน้าดีกว่า เศรษฐกิจกำลังจะดี การท่องเที่ยวจะกลับมา

สังคมไทยมีเวลาอีก 2-3 เดือนถ้าโควิดจาง (ไม่จางก็ตายเป็นเบือ) จะต้องร่วมกันหาจุดเปลี่ยนอย่างจริงจัง ไม่ใช่มองว่าเป็นเรื่องของฝ่ายค้านหรือของม็อบราษฎร แต่เป็นเรื่องของทุกฝ่าย ต้องหาทางรอดร่วมกัน

ถ้าเจ็บไม่จำ ถ้ายังยอมจำนน ก็สมควรแล้วที่คนเป็นล้านอยากย้ายประเทศ

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    3
  • ว้าว
    3
  • เศร้า
    0

4 ความเห็น

 
ICT

https://www.thairath.co.th/news/politic/2092206

 

โดนแต่ไม่โดน

15 พ.ค. 2564 05:07 น.

หลังจากซุ่มโป่งรอจังหวะรัฐบาลช่วงขาลง เรตติ้งนายกฯลุงตู่กำลังตกรูดตํ่าที่สุดในรอบ 7 ปี 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย จึงยกขบวนไปยื่นคำร้องต่อ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.

ให้เช็กบิล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าข่ายกระทำความผิด 3 กระทง!!

1, ทุจริตต่อหน้าที่ให้เกิดโควิดแพร่ระบาดอย่างรุนแรง ทำให้ประชาชนทั่วประเทศไม่ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลอย่างรวดเร็วและพอเพียง

2, ปล่อยปละละเลยไม่บังคับใช้กฎหมายจนเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ทำให้โควิดแพร่ระบาดซํ้าถึง 3 รอบ เริ่มจากคลัสเตอร์แข่งขันชกมวยเวทีลุมพินี คลัสเตอร์ตลาดกลางกุ้งจากแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง คลัสเตอร์บ่อนการพนัน และแหล่งท่องเที่ยวย่านทองหล่อ ทำให้โควิดสายพันธุ์อังกฤษแพร่ระบาดบานทะโร่จนถึงปัจจุบั

3, ละเว้นไม่ดำเนินคดี หรือลงโทษรัฐมนตรีที่กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่ออย่างชัดเจน

พฤติกรรมข้างต้นของ “พล.อ.ประยุทธ์” จึงเข้าข่ายเจตนาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ป.ป.ช.

“แม่ลูกจันทร์” ไม่แปลกใจที่ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านจะเปิดเกมรุกฆาต นายกฯลุงตู่ ในช่วงที่วิกฤติโควิดรอบ 3 ยังบานทะโรคหุบไม่ลง

โดยวิถีการเมือง...จะหวังให้ฝ่ายค้านนั่งนิ่งๆเป็นก้อนดินก็เสียดายเงินเดือนจากภาษีประชาชน

เพราะหน้าที่หลักฝ่ายค้านคือตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล!!

ช่วงนี้รัฐบาลลุงตู่กำลังเพลี่ยงพล้ำเกมการเมือง ถ้าฝ่ายค้านไม่ฉวยจังหวะนี้...ก็ควรลาออกไปขายเต้าฮว

แต่ประเด็นอยู่ที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประธาน ป.ป.ช. เมื่อได้รับคำร้องพรรคร่วมฝ่ายค้านแล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อไป??

ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาว่า “นายกฯลุงตู่” ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ฝ่ายค้านกล่าวหาแม้แต่ข้อเดียว

คำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้านก็ถูกเก็บเข้าตู้เย็น

“แม่ลูกจันทร์” ไม่คาดหวังว่า ป.ป.ช. จะกระเด้งรับลูกฝ่ายค้านยื่นฟ้อง “นายกฯลุงตู่” ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ข้อหาจงใจไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

เพราะ นายกฯลุงตู่ ไม่มีเจตนาปล่อยปละละเลยให้โควิดระบาดซ้ำ 3 รอบ จนประชาชนเดือดร้อนกันระนาว

แต่เป็นความบกพร่องของนายกฯ ลุงตู่ที่ประเมินโควิดผิดพลาดจนลุกลามเป็นไฟไหม้ฟา

 

แถมยังขาดวิสัยทัศน์ในการรับมือวิกฤติโควิดอย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์

ฉะนั้น...นายกฯลุงตู่น่าจะรอดไปได้อีกตามเคย

“แม่ลูกจันทร์” มองว่าถ้าจะเช็กบิล “นายกฯลุงตู่” ข้อหาเจตนาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ต้องเป็นเรื่องที่ นายกฯลุงตู่ แต่งตั้งผู้กระทำความผิดคดีค้ายาเสพติด ให้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล

นี่แหละเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม จังเบอร์

จุดสลบลุงตู่ อยู่ตรงนี้ตะหากล่ะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

 

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    1
 
ICT

https://www.thairath.co.th/news/society/2092237

ไม้กั้นความสุข

ผมอ่านเรื่อง “เมอร์ด็อกเจอเหรียญ” ในหนังสือ เรื่องเล็กๆ ความหมายใหญ่ๆ (สุริยเทพ ไชยมงคล สำนักพิมพ์อินสไปร์ฯ พ.ศ.2553 หลายครั้ง อ่านครั้งนี้ ได้ความรู้สึกที่ดีและผ่อนคลาย จึงขอเอามาขยายต่อ

ปีนั้นระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ออสเตรเลีย คีทรูเพิร์ต เมอร์ด็อก มหาเศรษฐีเจ้าพ่อสื่อสารฯนั่งร่วมชมอยู่ด้วย ระหว่างนั้น เขาเหลือบตาเห็นเหรียญหนึ่งเซนต์ตกอยู่ใต้ที่นั่ง จึงก้มลงเก็บไว้ในมือ

แล้วเขาก็ยิ้มน้อยๆ

นักข่าวที่เฝ้าสังเกตการณ์ ถ่ายภาพนี้ไว้ได้ ภาพนี้เป็นข่าวใหญ่ แน่นอน คนระดับมหาเศรษฐีพันล้าน ยิ้มอย่างมีความสุขกับเงินเหรียญหนึ่งเซนต์ เป็นประเด็นที่คนทั้งโลก เห็นเป็นความน่ารักเป็นทั้งความขบขัน

เค้าเรื่องเล็กๆแค่นี้ มีคำอธิบายความหมายใหญ่ๆด้วยประโยคเป็นปรัชญาน่าสนใจ

มาตรฐานความสุข เปรียบเหมือนหนังยาง ที่ยืดออกหรือหดเข้าได้ตามความปรารถนา ยิ่งปรารถนายิ่งใหญ่แค่ไหน ความสุขก็ถูกยืดออกไปไกลเท่านั้น

ความสุขที่เมอร์ด็อกมีให้เหรียญหนึ่งเซนต์ในมือ แสดงว่าเขาดึงมาตรฐานความสุขของเขาให้ต่ำลง

ต่ำขนาดที่ว่าไม่ว่าใครก็มีได้

ในมาเลเซีย มีนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ชื่อเซี่ยอิงฝู ตอนที่ธุรกิจโรงถลุงเหล็กของรัฐบาล ขาดทุนยับเยินถึง 1,500 ล้านเหรียญ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด เชิญเขามาเป็นประธานฟื้นฟูบริษัท เขาตอบรับทันทีโดยไม่ลังเล

ตอนนั้นสถานะของโรงงานถลุงเหล็กตกต่ำย่ำแย่ทุกอย่าง เครื่องจักรล้าสมัย คนงานก็แยกย้ายกันไปหมดแล้ว โรงงานมีสภาพเหมือนหลุมบ่อลึกที่ไม่มีวันจะเอาดินไปถมให้เต็ม

เซี่ยอิงฝู ถูกวิพากษ์วิจารณ์ นักธุรกิจมือทองอย่างเขาตัดสินใจรับงานนี้ได้อย่างไร

“ตอนแรกที่ผมมาอยู่มาเลเซีย ผมมีเงินเหลือในกระเป๋าห้าเหรียญเท่านั้น ประเทศนี้ทำให้ผมได้รับความสำเร็จร่ำรวย ผมก็ควรจะตอบแทนคุณของประเทศนี้บ้าง”

คำตอบแรกของเขาแหลมคม แต่คำตอบต่อมาแทงใจยิ่งกว่า

“อีกอย่าง ครั้งนี้ถ้าผมล้มเหลว ก็เท่ากับว่าผมขาดทุนไปแค่ห้าเหรียญเท่านั้น”

ตอนรับงานเซี่ยอิงฝู อายุ 60 ปี อายุขนาดนี้เขายังเข้มแข็ง สามปีต่อมา โรงงานถลุงเหล็กของรัฐบาล ก็พลิกฐานะฟื้นคืนกลับสู่การสร้างรายได้มหาศาล

เรื่องของเซี่ยอิงฝู มีผู้วิจารณ์ว่า เงินห้าเหรียญใครๆก็มีได้

 

แต่เมื่อคุณมีเงินหนึ่งหมื่นเหรียญ หนึ่งล้านเหรียญ หรือสิบล้านเหรียญ คุณยังจะสามารถนำเงินห้าเหรียญมาเป็นมาตรฐานวัดความสุขของคุณได้อีกแค่ไหน

สองเรื่องเล่านี้ จึงมีบทสรุปต่อไปนี้

ความสุขเหมือนการกระโดดสูง ยิ่งไม้กั้นต่ำเท่าไหร่

พวกเราก็จะกระโดดได้ง่ายๆและได้บ่อยเท่านั้น

ในบรรยากาศหน้าสิ่วหน้าขวาน สู้สงครามโควิด-19 ในบ้านเมืองเรา

ผมอ่านเรื่องเมอร์ด็อกเจอเหรียญแล้ว ขอใช้มาตรฐานของไม้กั้นความสุขอันใหม่ ขอแค่มีชีวิตให้รอดให้ได้ เรื่องอื่นๆหลังจากนั้น ค่อยมาว่ากันอีกที.

กิเลน ประลองเชิง

 

  • รัก
    2
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    1
 
619

ให้สลิ่มมันวัดใจโดยการฉีดวัคซีนจีนดีกว่าแบบนี้เข้าท่าดี

  • รัก
    3
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    2
 
3 ส

ใช่

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    2